Travel

ย่างกุ้ง ตอน4 : เดินสายสะสมแต้มบุญ กับเรื่องชวนทึ่ง

posted by โอ๊ต-ครับ-ผม November 17, 2017

ตะลุยสะสมแต้มบุญ … กับการขอพรเทพทันใจขอปุ๊บ ได้ปั๊บ ปาฏิหาริย์มาก

 

ไม่รู้เมื่อวานเที่ยวเหนื่อย หรือด้วยฤทธิ์แห่งน้ำชาฟองฟอดทำให้หลับสนิท หลับนิ่งมาก รู้ตัวอีกทีก็เช้าวันสุดท้ายในทริปย่างกุ้งแล้ว

เพื่ออรรถรสก่อนจะเริ่มตอนสุดท้าย ท่านสามารถอ่าน 3 ตอนก่อนหน้าได้ตามลิ้งค์ด้านล่างครับ

 

— ความเดิมตอนที่แล้ว —

ตอนที่ 1 รีวิวสายการบิน MYANMAR AIRWAYS INTERNATIONAL ประสบการณ์ครั้งMAI

ตอนที่ 2 ย่างกุ้ง ตอน2 : เมียนมา หมายมุ่งมา มิมองเมิน

ตอนที่ 3 ฝ่าฝนพรำ ย่ำเมืองพะโค


18 มิถุนายน 2560
วันนี้ก็เช่นเดิม ตอนเช้ารีบทานข้าวเช้าเพราะว่า โก้ซอ จะมารับไปเที่ยวอีกวัน
วันนี้วนรอบๆในเมืองย่างกุ้งฮะ มีกี่ที่อัดใส่ไปให้หมด … หรือไม่เราก็อาจหมดแรงก่อน 555+

สำหรับแผนการเที่ยววันนี้ ก็ 3 – 4 ที่ คิดว่าน่าจะพอดีนะ ไม่เยอะ ไม่น้อยเกินไป
หลักก็วัด และพิพิธภัณฑ์ (ซึ่งชอบมากกกก ไปประเทศไหนต้องมีนะมิวเซียมเนี่ย ไม่เคยพลาด)

9 โมงเช้าโก้ซอมารับ
พวกเราก็เช็คเอาท์ พร้อมเอากระเป๋าเดินทางขึ้นรถมาด้วย ตอนเที่ยวเสร็จให้เค้าไปส่งสนามบินเลย
… ล้อหมุน ฟ้าหม่นนิดหน่อย หวังว่าวันนี้ฝนจะไม่ตกอีกนะ


ระหว่างทางโก้ซอ ก็พาเราวนไปทั่วเมืองย่างกุ้ง ด้วยความที่เป็นเช้าวันอาทิตย์คนยังไม่ตื่น รถน้อยอยู่เลยดูสบายตา รถราไม่หนาแน่น

ระหว่างทางโก้ซอ ก็แนะนำไปเรื่อยว่าตึกนี้คืออะไร สำคัญยังไง … แต่สารภาพว่าตึกเยอะมาก จำไม่ได้เลย 555+
แต่สิ่งที่ประทับใจคือ เฮ้ย ตึกสวยเยอะมาก ตึกสไตล์ยุโรปสมัยอาณานิคมอังกฤษ แต่ละตึกมีเอกลักษณ์ และผังเมืองค่อนข้างดีเลยครับ

สถานที่แรกของวันเราเริ่มกันที่ เจดีย์โบตะทาว  (Bothataung Pagoda) สถานที่คนไทยรู้จักกันดีในฐานะวัดเทพทันใจ

ถึงถนนหน้าวัด โก้ซอให้เราเด้งตัวลงจากรถ ยืนรอโก้ซอเอารถไปจอดสักพัก ฮีก็กลับมาพาเราไปยังจุดจ่ายค่าเข้าชม(ค่าบำรุงศาสนสถานนั่นแหละ) … มีการถ่ายรูปปริ้นท์จริงจังมาก ค่าเข้าคนละ 6,000 จ๊าด ราว 145 บาท

ก่อนถ่ายรูปก็ถามเจ้าหน้าที่เค้านะว่ายิ้มได้ไหม เค้าก็บอกเอาเลย … ข้าพเจ้าก็เอียงหน้า(จะได้ผอม) จิกตาใส่กล้องสุดริ๊ด 555+

ตรงหน้าวัดมีคนมาขายพวงมาลัยสำหรับไหว้พระด้วยฮะ ก็ช่วยอุดหนุนหน่อย มะลิพวงใหญ่แค่ 20 บาทเองมั้ง … เลยขอถ่ายรูปพี่เค้าไว้หน่อย

เจดีย์โบตะทาว คนไทยเยอะมากกกก เสียงคุยกันนี่มีแต่เสียงคนไทย 55+

สำหรับเจดีย์แห่งนี้มีความสำคัญคือ เป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้านในเป็นทางเดินวนๆสลับซับซ้อนและติดแอร์เย็นฉ่ำ เหมาะกับการนั่งสมาธิตามซอกมุมจริงๆ


มีจุดนึงที่โก้ซอชวนให้แตะ(…..แตะเพดานอะไรสักอย่าง) ตามที่คนอื่นเค้าทำกัน เหมือนไปไหว้พระขอพรนั่นแล คุณเพื่อนสาวพยายามที่จะแตะให้ถึง แต่เอิ่ม ตอนนี้ถอดรองเท้าไง อิทธิฤทธิ์ของส้นสูงหายไป นางแทบต้องกระโดดแตะเพดานตั้งหลายทีกว่าจะโดนเพดาน
โก้ซอ หัวเราะลั่นเลย 555+

สำหรับห้องที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุ คนกราบไหว้เยอะจริงๆครับ ค่อนข้างเบียดเสียดเลย คือทุกคนได้ไหว้คนละ 1 จิ๊กแล้วก็ต้องวนออกเลย
เพราะว่าคนแน่นมาก (One way ด้วยแหละ)

กราบพระเสร็จแล้ว เราก็ไปต่อที่เทพทันใจ ที่โด่งดังในหมู่ชาวไทย ถึงขนาดมีทัวร์มาไหว้โดยเฉพาะ มีแบบไปเช้าเย็นกลับ เน้นมาขอพรเทพทันใจกันเลยทีเดียว

ส่วนตัวชอบทำบุญนะครับ ก็ขอพรไปตามปกติการทำบุญเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ
แต่กับเทพทันใจที่หลายคนบอกว่า “ศักดิ์สิทธิ์มากกกกกกกกกกกกก” ส่วนตัวก็ยังไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ … แต่ไหนๆมาถึงแล้วก็ต้องขอพรบ้าง ^^” ของแบบนี้ต้องพิสูจน์

เดินออกมาทางปีกซ้ายของเจดีย์จะเป็นที่สักการะเทพทันใจ อาคารจะอยู่กลางน้ำ หาไม่ยากฮะคนไทย ทัวร์ไทยเดินกันเป็นแถวเป็นแนวไปเลย อิอิอิ

ก่อนเข้าด้านในอาคาร โก้ซอ ขอแบงค์ไทยกับเรา 2 ใบ เพื่อเตรียมการนำไปถวายเทพทันใจ … ดีนะโก้ซอฉลาดวางแผน อธิบายด้านนอกไม่ต้องไปอธิบายด้านใน คนจะได้ไม่รอ

เมื่อมาถึงด้านหน้าองค์เทพทันใจก็จะมีเจ้าหน้าที่ของวัดคอยบอกวิธีการไหว้ขอพร แต่ของเรานี่โก้ซอทำให้ดูครบทุกขั้นตอนเลย (ข้อดีของการมีไกด์ส่วนตัว)

มาถึงด้านในโชคดีตอนที่เราไปจังหวะดี ทัวร์ยังไม่ลง คนน้อย ^^” ต่อคิวแว้บเดียว

 

—– ช่วงนี้มีสาระ —–

เทพทันใจบอบอยี (Bo Bo Gyi) ที่คนไทยเรารู้จักเป็นอย่างดี ด้วยความเชื่อที่ว่า ใครที่บนบานอย่างไรก็จะได้อย่างนั้น และรวดเร็วทันใจด้วย เป็นเทพผู้ปกปักรักษา และบันดาลโชค ทำให้คนไทยมักจะไปกราบไหว้ สักการะมากมาย

วิธีการขอพรเทพทันใจ (เวอร์ชันไม่มีสิ่งของสักการะ)

 1. เราต้องเตรียมธนบัตรที่จะไหว้ขอพร 2 ใบ ม้วนเป็นรูปกรวยเรียงซ้อนทับกัน

2. จากนั้นก็นำธนบัตรทั้งสอง(เสียบ)ใส่อุ้งมือขวาเทพทันใจที่ทำท่าชี้นิ้วอยู่

3. นำหน้าผากมาจรดตรงปลายนิ้วชี้ของเทพทันใจแล้วอธิษฐานขอพรตามต้องการ (แนะนำขอสักข้อที่อยากได้จริงๆ)

4. ขอพรเรียบร้อยก็หยิบธนบัตรหนึ่งใบบนที่ใส่ในอุ้งมือเทพทันใจเมื่อสักครู่ออกมา (อีกใบค้างไว้กับมือท่าน)

5. เดินอ้อมหลังเทพทันใจมาอีกฟาก เอาหัวจรดลงไปที่มือซ้ายท่านอีกครั้ง (อยากขออะไรท่าน อยากย้ำอีกรอบก็เรียนเชิญ)
    จากนั้นก็ขยับไม้เท้าของท่านให้เรียบร้อย (เหมือนจัดไม้เท้าให้ท่าน)

6. เสร็จแล้วนำธนบัตรที่เราหยิบมาเก็บใส่กระเป๋าสตางค์ไว้ให้เป็นมงคลแก่ตัวเรา

*** ช่วงนี้ขอเม้าท์ ***

คืออย่างที่บอกแต่แรกว่าไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ว่าท่านศักดิ์สิทธิ์   ตอนขอท่านก็ขอข้อเดียว โดยตั้งอธิษฐานจิตแน่วแน่นะ
ขอให้งานชิ้นนึงที่มัน“ติดขัด” ไม่อนุมัติโครงการสักที (เหมือนถูกดองเค็ม)ผ่าน ลุล่วงสักทีเถิด

จากที่งานชิ้นนั้นหมดหวังไปแล้วคิดว่า ไม่น่าจะผ่าน … เช้าวันรุ่งขึ้นเท่านั้นแหละ 10 โมงเช้าเวลาไทย

มีข้อความทางไลน์มาเลยว่า “โครงการอนุมัติแล้วนะครับคุณโอ๊ต … เตรียมส่งเอกสารได้เลยครับ”

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด  กรี๊ดโลกแตก

อึ้งไปเลย รีบบอกเพื่อนๆในกรุ๊ปไลน์ ทุกคนพูดเสียงเดียวกันว่า แกร๊ … จัดทริปไปเมียนมาอีกไหม จัดเถอะ แล้วพาพวกชั้นไปไหว้เทพทันใจด้วย

จากไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ … งงไปเลยจ้า 5555+

 

จากเทพทันใจ โก้ซอพาเราเดินเล่นรอบๆเจดีย์โบตาทาว มีจุดให้ปาแบงค์ให้ลงบาตร ทำบุญ ไหว้พระตามอาคารรายรอบ … ก็ไหว้ หยอดตู้ทำบุญไปเรื่อยๆ

นับเป็นทริปสะสมแต้มบุญอันแท้ทรู

ไปกันต่อ … ออกมาด้านหน้า ก็เดินข้ามถนนไปอาคารตรงข้ามกัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของ เทพกระซิบ

—– ช่วงนี้มีสาระ —-
เทพกระซิบ (เมี๊ยะนานหน่วย) ตามตำนานกล่าวว่า นางเป็นธิดาพญานาค ที่เกิดศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า รักษาศีล ไม่ยอมกินเนื้อสัตว์จนเมื่อสิ้นชีวิตไปกลายเป็นนัตที่ชาวเมียนมาเคารพกราบไหว้กันมานานแล้ว

เวลาจะมาขอพรอะไรก็ต้องมายืนใกล้ๆแล้วกระซิบที่หูท่าน แต่เดิมนี่กระซิบได้ถึงหูท่านเลยนะครับ แต่ได้ข่าวว่านักท่องเที่ยวไทยล้มจ้า
ล้มใส่ตัวท่านจน(บางส่วน)แตกชำรุดเลย ตอนนี้เลยมีรั้วกั้นไว้ เราก็ต้องกระซิบเบาๆ ในระยะห่างๆเอาฮะ

สำหรับการบูชาเทพกระซิบ บูชาด้วยน้ำนม ข้าวตอก ดอกไม้ และผลไม้ … ซึ่งของไหว้เยอะมาก คนก็เยอะมากเช่นกัน

ได้เวลาออกเดินทางกันต่อ สถานที่ต่อไปคือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติย่างกุ้ง
ที่จะมาที่นี่เพราะอยากมาดู “ตั่งทอง” สาวๆเค้าอินจัดกับเพลิงพระนาง ฮ่าๆ

//ก็เพราะเพลิงพระนางครองแผ่นดิน ก็เพราะเพลิงพระนางครองจิตใจ

 

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติย่างกุ้ง (National Museum Yangon)
เปิดบริการทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์) ระหว่างเวลา 9.30 – 16.30 น.
ค่าเข้าชม สำหรับชาวต่างชาติ 5,000 จ๊าด (125 บาท)

พิพิธภัณฑ์มีทั้งหมด 5 ชั้น ด้านหน้าอาคารจะมีรูปปั้น 3 กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของประเทศ ได้แก่ พระเจ้าอโนรธา พระเจ้าบุเรงนอง และพระเจ้าอลองพญา

ซื้อตั๋วกันก่อนนะ … มือถือเอาเข้าไปถ่ายภาพในห้องที่อนุญาตได้
ส่วนกระเป๋า และกล้องใหญ่ฝากไว้ในล๊อกเกอร์เท่านั้นครับ (ฝากฟรี)

การจัดแสดงนั้นก็จัดไล่เรียงตั้งแต่เมียนมายุคก่อนประวัติศาตร์ ซากฟอสซิล มนุษย์หิน จนพัฒนามาสู่ยุคสมัยของอาณาจักรต่างๆ รวมไปถึงชนเผ่าพื้นเมืองของเมียนมา ซึ่งรู้เลยว่าภาครัฐพยายามปรับปรุงพิพิธภัณฑ์อยู่ หลายห้องจัดแสดงสวยมาก การให้แสง(Lighting)ดีมาก มีสร้างฉากให้สมจริงขึ้น … ที่สำคัญแอร์เย็นมาก 55+

** สำหรับห้องจัดแสดงนั้นส่วนมากถ่ายรูปจากมือถือได้นะครับ (แต่ถ้ากล้องใหญ่ๆ ต้องฝากพร้อมกระเป๋าที่ล๊อกเกอร์ตรงที่ซื้อตั๋ว – ฟรี)
ยกเว้นบางห้องที่ป้ายห้ามถ่ายภาพ ซึ่งห้องที่ห้ามถ่ายภาพเนี่ยกรี๊ดดดดดดดดดดดดด ทอง ทอง ทองงงงง ทองทั้งนั้น แบบว่า โหย ร่ำรวยทอง เพชรพลอยเต็มไปหมด ดูแล้วตื่นตาตื่นใจมาก … นี่ขนาดว่าเหลือรอด(เล็กน้อย)มาจากยุคสงครามแล้วนะ


ส่วนนี่คือ ศิลาจารึกที่ค้นพบที่เมือง พะยู ที่เพิ่งได้รับประพกาศเป็นมรดกโลกเมือ่ไม่นานมานี้ครับ

รูปทรงสวยงามมาก


เห็นมะบอกลแ้วว่าเค้าจัดแสงสวยขึ้นเยอะเลย … Lighting เน้นตรงจุดที่ควรเน้น จะให้วัตถุดูเด่นขึ้นมาก

ห้องจัดแสดงเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม และเครื่องประดับที่หลากหลายของชนเผ่าต่างๆของเมียนมาครับ
เดินไปดูกับเพื่อน ยังคุยกันเลยว่า บางชุดนี่โครเท่ ดูเป็น Fashion week มาก

#น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้ ไฮแฟชั่น

โครงหุ่นก็ใช้หุ่นสีดำๆแล้ว ดูเท่ ทันสมัยมาก โพสต์ท่าได้หลายแบบด้วย ไม่ยืนตรงๆแล้ว


ห้องพระเครื่อง และพระพุทธรูป … โอ๊ย สวยมากกกกกกก แบบว่าพุทธศิลป์สวยมาก

ห้องเครื่องดนตรี และหุ่นละคร

ห้องนี้ทุกคนในกลุ่มมองหน้ากันเลิกลัก … ความรู้สึกเดียวกันเลยว่า … ไปเหอะแกร๊

ของเค้าขลังจริง … เหมือนตุ๊กตามองตามเลย

สำหรับไฮไลต์ของที่นี่นั่นคือ สีหาสนบัลลังก์ (Lion Throne) อายุกว่า 150 ปี ที่พระเจ้าธีบอ กษัตริย์องค์สุดท้ายของเมียนมาเคยประทับ
จริงๆแล้วอังกฤษได้ขนบัลลังก์นี้จากพระราชวังมัณฑะเลย์ไปไว้ที่เมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย
ภายหลังจากเมียนมาได้รับเอกราชจากอังกฤษ ก็มีการนำกลับมาไว้ที่นี่

ตอนแรกก่อนเข้ามาห้องนี้คิดว่าคงเป็นบัลลังก์ธรรมดา แบบเล็ก ๆ พอดีตัวคนนั่ง … พอมาเจอของจริง โอ้โห ใหญ่มาก สูงมาก แบบต้องแหงนคอดูบังลังก์ ช่างใหญ่โตงดงามสง่างามยิ่งนัก คือรู้เลยว่าพระราชวังต้องใหญ่กว่านี้มาก ไม่เช่นนั้นจะคับตัวอาคารไป

** เสียดายตอนที่ไป เค้าไม่ได้เปิดไฟส่องแบบเต็มที่ มืดๆ มัวๆ ถ่ายรูปมาไม่สวยเลย

ข้างๆมีจัดแสดงบังลังก์รูปแบบต่างๆให้ชมกัน ตอนแรกก็งงว่า ทำไมเรียกบัลลังก์ผึ้ง บังลังก์หอยสังข์ บัลลังก์กวาง อะไรแบบนี้ มันสลักไว้ตรงไหน … มาเห็นตอนท้ายก่อนออกว่า อ่าว สลักเป็นช่องเล็กๆไว้ที่ฐานนั่นเอง 55+

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือ เสื้อคลุมสีทองของพระนางศุภยาลัตที่ทอด้วยด้ายทองทั้งชุด ไปยืนดูใกล้ๆรายละเอียดงดงามมาก ไหนจะทอง ไหนจะพลอยเพชรที่นำมาประดับชุด … ขนลุกเลย อลังการจริงๆ

หมายเหตุ
ทั้งนี้ ราชวงศ์คองบองล่มสลายในยุคพระเจ้าธีบอ หลังแพ้สงครามและถูกอังกฤษยึดครองพม่าได้ทั้งประเทศเมื่อปีพ.ศ. 2428 ต่อมาพระเจ้าธีบอและครอบครัวถูกเนรเทศให้ไปอยู่ที่ประเทศอินเดียนาน 31 ปี จนสิ้นพระชนม์และพระศพถูกฝังไว้ที่อินเดีย ส่วนพระนางศุภยาลัต ชายาของพระเจ้าธีบอพร้อมธิดาได้เดินทางกลับพม่าและใช้ชีวิตอยู่ที่พม่าจนวาระสุดท้าย อย่างไรก็ตาม ยังคงมีลูกหลานของพระเจ้าธีบอบางส่วนที่อาศัยอยู่ที่ประเทศอินเดียจนถึงทุกวันนี้
** ตรงทางออกมีตราประทับให้เราประทับลงโปสการ์ด หรือเก้บสะสมลงสมุดกลับบ้านด้วยนะครับ ^^”


เต็มอิ่มกับพิพิธภัณฑ์ จริงต้องบอกใช้เวลาเยอมาก เกือบๆ 2 ชั่วโมงเลย โชคดีที่ชาวคณะเป็นทีมประวัติศาสตร์ ดูไป เม้าท์ประวัติศาสตร์กันสุดฤทธิ์ … เม้าท์มาก เหนื่อย หิว เลยบอกให้โก้ซอพาบึ่งไปหาข้าวเที่ยงแบบชาวบ้านกิน

โก้ซอเลยพาไปร้านข้าวแกงชื่อดัง AUNG THUKHA ร้านใหญ่ที่สุดของย่างกุ้งเลย
ซึ่งก็จริงแหละ รถจอดแน่นเชียว คนเข้าร้านไม่ขาดสายเลย


มาถึงปุ๊บงานไทยมุงต้องมา 555+
มุงเลยจ้า อยากกินอะไรก็จิ้มๆๆๆๆ ไม่สนใจอะไรแล้ว หิวจะกิน แล้วเราก็ไปรอข้าวกันที่ชั้น 2

ชั้นล่างจะเป็นโต๊ะเก้าอี้
ส่วนบรรยากาศชั้นสองนี่จะเป็นแบบนั่งพื้นสบายๆ เปิดหน้าต่างรับลมไม่ร้อนฮะ (แต่อาจจะไม่เหมาะกับคนที่เข่าไม่ดีนั่งพื้นไม่สะดวกนะครับ)

นั่งโต๊ะปุ๊บ พนักงานก็เอาใบเมี่ยงกับถั่วปากอ้ามาเสิร์ฟให้กินเรียกน้ำย่อยระหว่างรอ ฟรีจ้า

กับข้าวมาปุ๊บ ทุกคนไม่รอช้า ไม่ต้องรอให้สั่ง กินกันอย่างไว อ้อ ที่นี่มีผลไม้ปิดท้ายให้ด้วยฮะ ฟรีๆ
สำหรับค่าเสียหายมื้อนี้ 25,515 จ๊าด หรือราว 625 บาท   ก็ไม่แพงมากนะสำหรับ 5 คน

ที่สำคัญโก้ซอบอกว่าทุกจานที่เราสั่งไป ทางร้านนำเงินส่วนหนึ่งจากทุกจานถวายวัดทำบุญ หรือบริจาคให้ผู้ยากไร้ด้วย … สาธุ

กินเสร็จไม่รอช้า โก้บอกเร็วเลยพี่ ผมอยากพาพี่ไปเที่ยวอีกหลายจุดเลย

ภาคบ่าย … โก้ซอบึ่งพาเรามาที่วัดเจ๊าทัตยี (Chauk Htat Gyi pagoda) (ค่าเข้าฟรี)
พระนอนตาหวาน หรือ พระพุทธไสยาสน์วัดเจ๊าทัตยี เป็นพระนอนองค์ใหญ่ที่สุดของเมียนมา มีความยาว 65 เมตร นอนตะแคงขวา และถือว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีความงดงามที่สุดในเมียนมาพระพักตร์ได้รูป ทาสีขาว ขนตางอนยาว ดวงตาเป็นแก้ว สั่งผลิตมาจากต่างประเทศเปลือกตาสีฟ้า แต้มสีแดงที่พระโอษฐ์ จีวรพริ้วไหวราวกับของจริง

องค์พระนอนใหญ่จริงๆ แต่ยังไงก็ต้องขอเดินรอบองค์พระนอนสักรอบ พอมาถึงตรงพระบาทมีภาพวาดเป็นมิ่งมงคลสูงสุด เพราะประกอบด้วยลายลักษณธรรมจักร ในบริเวณใจกลางฝ่าพระบาทและล้อมด้วย รูปมงคล 108 ประการ มีแท่นเหล็กให้เราเดินบันไดขึ้นมาถ่ายรูปจากมุมสูงได้ด้วยนะครับ … เสร็จแล้ว รีบวิ่งกลับขึ้นรถ ^^” ไม่ได้เดี๋ยวเที่ยวไม่ครบ ไม่ก็ตกเครื่อง ฮ่าๆๆ

* จะทำความสะอาดดวงตาที ต้องให้หลวงพี่ห้อยตัวจากเพดานไปเช็ดถูลูกตาเลยนะครับ แถมลองเทียบสเกลดูนะครับ จะเห็นว่าหลวงพี่ตัวเล็กไปเลย

วัดถัดมา อยู่เยื้องๆกัน นั่นคือวัดงาทัตจี (Nga Htat Gyi Pagoda)
ที่นี่ไม่เสียค่าเข้าชม โก้ซอพาเราบึ่งตามทางลาดเข้าวัดไปเรื่อยๆ จนมาบันไดขั้นแรกฮีก็บอก ลงเลย รองเท้าถอดไว้บนรถนี่แหละ

ฮ่าๆๆๆ เก๋เวอร์

วัดงาทัตจี (Nga Htat Gyi Pagoda) เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่แกะสลักจากหินอ่อน ทรงเครื่องแบบกษัตริย์พม่า
ความสูงประมาณตึก 5 ชั้น สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าชอบมาก นั่นก็คือ ไม้แกะสลักที่เป็นฉากหลังพระพุทธรูป ใหญ่มากกกกก งานไม้อะไรใหญ่ได้ขนาดนี้ ทึ่งสุดๆ

มองกลับไปฟากหนึ่งจะมองเห็นอาคารยาวๆสีน้ำเงินซึ่งเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่คลุมพระพุทธไสยาสน์วัดเจ๊าทัตยี (พระนอนตาหวาน) นั่นเอง

ลำดับสุดท้าย ต้องไปวัด Kyauk Taw Gyi Pagoda หรือวัดพระหินขาว เจ๊าต่อจี โก้ซอก็พยายามรีบบึ่งเต็มที่เพราะว่า ใกล้เวลาต้องไปเช็คอินแล้ว แถมพอยิ่งลน … รถก็เริ่มติด ฮือออ

ขับฝ่ารถติดมาเรื่อยๆ จู่ๆรถก็หยุด … มองไปก็อ่าว นี่มันอะไร ไม่เห็นเหมือนวัดเลย เหมือนจอดกลางป่าดงริมถนนใหญ่ โก้ซอ บอกว่า ลงๆๆ ไปดู White Elephants กัน 

อ๋อ ไปดูช้างขาว เอ๊ย ช้างเผือก

ปลุกเพื่อนลงจากรถ เดินงัวเงียเข้าไปตามทาง (แค่ 30 นาทีก็ยังอุตส่าห์หลับได้เนอะ)

พอยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูป อ่าวววว ฝ้าขึ้น … แต่หาได้แคร์ไม่ รีวิวแบบ มั่ว งง หลงทิศ ผิดแผน มันต้องเรียล … แม้แต่ฝ้ายังเรียล 555+


ด้านในโรงช้างเผือก มีช้างเผือกที่เลี้ยงไว้อยู่ 3 ช้าง ด้วยกัน แต่ดูอยากเดินเล่นลงป่ามากกว่าอยู่บนพื้นปูนนะ พยายามลากโซ่จะลงสนามให้ได้ … สำหรับช้างแต่ละช้างพบทีไหน ก็มีประวัติ รายละเอียดจัดแสดงอยู่ในพื้นที่ใกล้กันครับ

ถ่ายรูปเสร็จ วิ่งครับวิ่งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง

กระโดดขึ้นรถมา ขับต่อมาอีก 7 นาที ก็ถึงจุดสุดท้ายตามแผนการเที่ยว นั่นก็คือ วัดพระหินขาว เจ๊าต่อจี (Kyauk Taw Gyi Pagoda)
สถานที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปที่ถือว่ามีความสำคัญและสวยงามของเมียนมายุคใหม่เป็นอย่างยิ่ง

พระหินขาว เจ๊าต่อจี (Kyauk Taw Gyi) เป็นพระพุทธรูปที่ทำมาจาก“หยกขนาดใหญ่ก้อนเดียว”  มีความสูงกว่า 37 ฟุต และมีความกว้าง 24 ฟุต ส่วนน้ำหนักโดยรวมอยู่ที่ 600 ตัน เป็นพระพุทธรูปประทับนั่ง โดยที่พระหัตถ์ขวาจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากสิงคโปร์และลังกา พระพุทธรูปองค์นี้จัดสร้างสมัยนายพลตานฉ่วยเรืองอำนาจ ยุคนั้นมีการขุดพบหยกขนาดใหญ่ที่รัฐยะไข่ จึงมีการส่งไปแกะสลักที่เมืองมัณฑะเลย์ก่อนจะนำมาประดิษฐานไว้ที่วัดแห่งนี้ โดยมีการเก็บอยู่ในห้องกระจก

การที่องค์พระอยู่ในห้องกระจก ทำให้ถ่ายรูปยากมาก เงาสะท้อนมาเต็ม  >___<”

อ้อ ระหว่างทางขึ้นลง ลองสังเกตดูบนผนังจะมีภาพวาดบอกเล่าเรื่องราวการก่อสร้างพระพุทธรูปด้วยฮะ … เดาเรื่องจากรูปก็เข้าใจฮะ แม้จะอ่านภาษาพม่าไม่ออกก็ตาม ^^” จากนั้นโก้ก็พาเราบึ่งไปสนามบิน

ไหว้พระวัดสุดท้ายเสร็จ โก้ซอก็พาเราฝ่ารถติดๆไปยังสนามบิน

ไม่นานนักก็มาถึงสนามบินมิงกาลาดอน ทันเวลาพอดีๆ … จบรีวิววันสุดท้ายแต่เพียงเท่านี้

สรุป สำหรับ 3 วัน  2 คืน ในย่างกุ้ง เมียนมาของข้าพเจ้า

ถือว่านี่เป็นการเปิดมุมมอง เปลี่ยนโลกทัศน์ ของเมียนมาไปแบบคนละเรื่องกับที่จินตนาการเลย
บ้านเมืองมีทั้งส่วนทันสมัย และส่วนที่เก่า รวมไปถึงส่วนที่ดูยังต้องพัฒนาอีกมาก
แต่ทั้งสองด้านก็ผสมกันได้อย่างลงตัว … และสิ่งหนึ่งที่ทำให้เมียนมาเป็นหนึ่งในประเทศที่ประทับใจ
นั่นก็คือ “ผู้คน” ที่ใจดี เป็นมิตร อ่อนโยน คอยช่วยเหลือเราเสมอ มีน้ำใจให้กับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นกันเอง
รวมไปถึงโก้ซอ (KO SAW) ไกด์และคนขับ ออล อิน วัน ในคนเดียว ถือเป็นน้องที่น่ารักที่ดูแลคนขี้เหวี่ยงเรื่องเยอะ เปลี่ยนโปรแกรมได้ตลอดเวลาแบบพวกพี่ได้ 555+
สำหรับใครที่ติดต่อโก้ซอ เหมารถเที่ยว ก็ติดต่อตามข้อมูลด้านล่างนี้นะครับ (ดีๆๆๆ แนะนำ … แถมประหยัดเวลา ประหยัดเงินด้วย)

ถามว่ากลับไปเที่ยวเมียนมาซ้ำอีกไหม กลับไปเที่ยวซ้ำอีกแน่นอน
รวมไปถึง ปักหมุดไว้แล้วว่ารอบหน้าจะไปเที่ยวมัณฑะเลย์กับเพื่อนให้ได้
^^”

—– ช่วงสะเก็ดทริป —-

นอกจากรีวิวแบบภาพนิ่งไม่ติงไหวแล้ว ยังมีรีวิวประมวลทริปแบบเคลื่อนไหววูบวาบมาให้ชมด้วย
ฝากไปดูแล้ว ติ – ชม กันด้วยนะคร้าบ

คลิกไปชมวิดีโอที่นี่เลย

 

ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้นะครับ รอบหน้าจะพาไป “หลง” กันที่ไหนอีก … ติดตามกันต่อไปน้า
เจซูติน บาแด ขอบคุณคร้าบ ^^”

 

Comments

You may also like