Travel

ย่างกุ้ง ตอน3 : ฝ่าฝนพรำ ย่ำเมืองพะโค

posted by โอ๊ต-ครับ-ผม October 25, 2017

แม้จะเป็นฤดูฝน คนมันจะเที่ยว มันก็หาเรื่องออกไปตากฝนเที่ยวจนได้แหละ

 

ใครเป็นเหมือนกันหรือเปล่า ไปทำงานนี่ไม่อยากตื่นเลย … บิดแล้วบิดอีก กลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงไม่อยากลุกไปอาบน้ำ
แต่พอออกเที่ยวปุ๊บ ตื่นเช้านี่ตื่นง่ายตื่นไว อิอิอิ

วันนี้ตื่นแต่เช้า ไม่ใช่เพราะนาฬิกาปลุก แต่เป็นเสียงไดรฟ์เป่าผมของเพื่อนสาว ครืด ครืดดดดดดดดดดดดด ฟู่วๆ แต่เช้าเลย

เอาหละ … ตื่นก็ได้ รีบอาบน้ำลงไปกินข้าวเช้า(ฟรี)กัน

วันนี้จ้างรถ พร้อมพลขับออกไปเที่ยวเมืองใกล้ๆย่างกุ้ง นั่นคือ เมืองพะโค (Bago) หรือที่คนไทยชอบเรียกว่าเมืองหงสาวดีนั่นเอง

ระยะทางไม่ไกลมากนะครับ แค่ 80 กิโลเมตรจากย่างกุ้ง

สถานที่ไปเที่ยวก็เป็นสถานที่หลักๆที่คนไทยนิยมไปเที่ยวกัน

17 มิถุนายน 2560

  • พระราชวังบุเรงนอง (พระราชวังกัมโพชธานี) กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แห่งเมืองหงสาวดี Kambawzathardi golden palace
  • พระเจดีย์ไจปุ่น หรือ พระสี่ทิศ Kyaik Pon Pagoda
  • Shwethalyaung Buddha พระนอนชเวตาลียง (พระนอนเมืองพะโค)
  • พระธาตุชเวมอดอว์ หรือพระธาตุมุเตา Shwe Maw Daw Pagoda
  • แล้วตอนเย็นกลับมาส่งเราไปชอปปิ้งที่ห้าง Junction City Shopping Centre ใจกลางเมืองย่างกุ้ง

คิดว่าประมาณนี้แหละน่าจะไม่เหนื่อยมาก … สรุปทำแผนใส่ พาวเวอร์พ้อยสวยๆส่งให้เพื่อนๆอนุมัติ จากนั้นก็ส่งไปให้กับ คุณคนขับรถ
ซึ่งได้คอนแทรคมาจาก Pantip.com นี่แหละครับ … เห็นเค้าเขียนแนะนำไว้ เลยลองใช้บริการด้วย

ซึ่งติดต่อกันล่วงหน้า ต่อรอง-นัดหมายให้มารับที่โรงแรมเลย เหมาไว้ 2 วันเต็ม

ได้มาในราคา วันละ 50 ดอลลาห์ (รวมค่าคนขับ ค่ารถ ค่าน้ำมัน ค่าจอดรถ หรือค่าทางด่วนแล้ว)

** ทั้งนี้ราคานี้เนี่ยขึ้นอยู่กับว่าระยะทาง สถานที่ที่ไป ระยะเวลา (เช้า สาย หรือจนดึก) … ราคาอาจจะ +- ลองไปต่อรองราคากันดูนะครับ

พร้อมแล้วก็ออกเดินทางไปเที่ยวกัน 

 

— ความเดิมตอนที่แล้ว —

ตอนที่ 1 รีวิวสายการบิน MYANMAR AIRWAYS INTERNATIONAL ประสบการณ์ครั้งMAI

ตอนที่ 2 ย่างกุ้ง ตอน2 : เมียนมา หมายมุ่งมา มิมองเมิน


 

มั่ว งง หลงทิศ ผิดแผน ตอนที่ 3 ฝ่าฝนพรำ ย่ำเมืองพะโค

————– Bago … Rain Rain Rainnnnnnnnnnnnnnnnnnnn ————–

เช้าวันเสาร์ ที่โรงแรม Merchant Art Boutique Hotel  ที่จองมานั้น รวมอาหารเช้าด้วย เลยลงไปกินสักหน่อย

ลงมาห้องอาหารปุ๊บนี่นึกว่าอยู่เมืองไทย … เสียงคุยที่ได้ยิน 95% นี่คนไทยหมดเลย มีอยู่โต๊ะเดียวที่เป็นฝรั่ง 555+

อบอุ่นฮะ นึกว่าอยู่แถวบ้าน

ตักๆ กินๆ อาหารบริบูรณ์ดี สตาฟโรงแรมยิ้มแย้มแจ่มใส ^^”

ด้วยความที่นัดคุณคนขับรถที่ชื่อ Ko Saw ไว้ตั้ง 9.30 น. ตอนนั้นกินข้าวเสร็จแล้ว ยังมีเวลาเหลือๆตั้ง ชั่วโมงนึง
อีคู่ผัวเมียจากเมืองอยุธยาก็ยังไม่ตื่น ไม่เห็นลงมากินข้าว เลยชวนเพื่อนสาวบัดดี้ไปเดินรอบๆโรงแรมกัน

เดินออกมาหน้าโรงแรม เห็นคนขับรถนำเที่ยวมาจอดหน้าโรงแรมหลายคัน … บางกรุ๊ปออกแต่เช้าเลย
สัณนิษฐานเอาว่าคนขับรถของเรายังไม่มาหรอก อีกตั้งนานกว่าจะถึงเวลานัด

ไปทางไหนดีล่ะ … เลี้ยวขวาละกัน เค้าโบราณเค้าบอกว่า ขวาร้าย ซ้ายดี

หืมมมม ยังไง ????

ออกเดินมาปุ๊บ … แป๊บๆ เดินหลุดเข้ามาตลาดเช้า เห้ยดีอ่ะ ชอบบุกตลาด 

ผมนี่ถือคติว่า ไปประเทศไหนต้องไปสำรวจตลาดสด … เพราะตลาดสดเนี่ยมันบ่งบอกวัฒนธรรม การกิน เศรษฐกิจ การค้า การใช้ชีวิตของคนแต่ละประเทศได้เป็นอย่างดี

อยากรู้เหมือนกันว่าเมียนมา ประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันเนี่ย จะมีอะไร เหมือน หรือ ต่างจากตลาดบ้านเราบ้างไหมนะ

แผงแรกนี่แผงดอกไม้ … คุณป้าขายแบกกะดินนะ  แต่ดอกไม้แต่ละชนิดที่ขายเนี่ย ดอกไม้เมืองหนาวชัดๆ

แกลดิโอรัส ก็มี … ลิลลี่ก็มา ดอกใหญ่กว่าฝ่ามืออีก


เดินไปอีกนิดมาสะดุดตรงเจ้า ทานาคา นี่แหละครับ ที่เราคุ้นๆ ที่มักเห็นชาวพม่าทั้งชายหญิงแปะๆแก้ม

เครื่องประทินผิวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน … เคยใช้ด้วยนะ มันเย็นๆดี

แต่ไอ้ใช้นี่ก็ใช้ตามที่เค้าขายในเมืองไทย นี่เพิ่งเคยเห็นว่าเค้าขายยังไง

เค้าเอาท่อนไม้มาวางขายหลายท่อน หลายขนาดมาก คุณลูกค้าก็มาเลือกไปว่าชอบไซส์ไหน จับๆ ดมๆกลิ่นก่อนได้ จากนั้นก็ทำการเลื่อยสดๆหน้าร้านนี่แหละ

มีแท่นหินสำหรับฝนทานาคาขายด้วยนะครับ … ครบวงจรมาก

แวะมาเจอร้านน้ำพริก โหวววว น้ำมันเยิ้มเลย คนเมียนมานี่ชอบกินอะไรมันๆอ่ะ

แผงขายปลาก็บ้านๆนี่แหละ คล้ายๆเมืองไทย
แว้บมาดูร้านขายข้าวสาร ไม่รู้ว่ากี่บาทต่อกิโล เพราะว่าเค้าเขียนเลขพม่า ><”
แต่ดูหน้าตาเมล็ดข้าวก็แตกต่างบ้านเราพอสมควรนะครับ

ในส่วนของการขายน้ำมันพืชนั้น … ขายเป็นถุงพลาสติกก็มีนะ เอากี่ถุงก็ว่ากันไป ขายปลีกถุงเล็กไม่ต้องซื้อขวดใหญ่ๆก็ได้ อิอิอิ

เดินสำรวจต่อไป เอาจริงๆ ฟีลก็เหมือนตลาดสดเมืองไทยในต่างจังหวัด แต่ย้อนยุคกลับไปสัก 15 – 20 ปีก่อนอ่ะครับ
เหมือนสมัยไปบ้านคุณยายที่ต่างอำเภอเลย ^^”

คนเมียนมาก็กินปลาร้าเหมือนกับไทยนะ …. มีหลายแบบมาก กลิ่นงี้ตลบอบอวลเลย
ในถุงพลาสติกนั่นไม่ใช่ดินเหนียวปลูกบัวะครับ … นั่นกะปินะ

ขายถุงใหญ่มากกกกกก

เดินหลงไปหลงมา ก็มาโผล่ที่ตลาดในร่ม มาเจอลุงกำลังตั้งใจทารัก(?) ลงพระพุทธรูปไม้อยู่
เลยยิ้มๆขอถ่ายรูปกระบวนการทำมา ลุงก็ยิ้มๆไม่ว่าอะไรนะครับ

ใกล้ๆกันมีขายตู้กระจกสำหรับครอบพระพุทธรูปด้วย … นี่คุยกับเพื่อนอยู่ว่าสวยเนอะ เท่ดี อยากขนกลับบ้าน … แต่มันกระจกไง ลำบากไปนะ

เดินทะลุตลาดออกมาอีด้านของตึก อ่าววววว เจดีย์ชเวดากองนี่นา … โหยยย เมื่อวานเดินหลงทาง ท่ามกลางความมืดเพื่อจะกลับโรงแรมอยู่ตั้งนาน
รู้งี้ลองเปิด GPS แล้วเดินลงทางนี้ก็ได้ ไม่ไกลจากโรงแรมเลย

** ดังนั้นใครมาพัก Merchant Art Boutique Hotel อาจจะปรับแผนว่าเดินมาสักการะเจดีย์ชะเวดากอง ก็ได้นะครับ

เมื่อวานตอนไปซื้อผ่านุ่ง อีเพื่อนสตรีสองคน นางอยากได้ผ้าโสร่งสีเขียวเข้มมาก … คนขายไม่ยอมขายให้ เค้าบอกว่าสีนี้สำหรับ Student 

เพื่อนสตรียังบ่นอีก ก็อยากได้อ่ะ อยากแต่งตัว(คอสเพล์)เป็นนักเรียนเมียนมา 555+

//ยื่นกระจกให้เพื่อนสาว

ใกล้เวลานัดก็เดินกลับที่พัก แวะร้านสะดวกซื้อซื้อน้ำดื่มตุนไว้สักหน่อ

ซึ่งที่ร้านสะดวกซื้อนี่เค้ามี 1-Stop จุดบริการ จ่ายเงิน เติม ซื้อ … หลากหลายบริการ เฮ้ย เหมือนไทยเลย

กลับมาโรงแรม ก็มาแต่งเนื้อแต่งตัวกัน มาเที่ยวเมียนมา ต้องแต่งตัวแบบคนท้องถิ่นจะได้กลมกลืน

แถมเวลาถ่ายรูปนี่จะได้เก๋เวอร์ ^^” 

พอ 9 โมง ก็มีไลน์จากพลขับเด้งขึ้นมาว่า ผมมารอข้างล่าง ที่ล๊อบบี้แล้วนะครับ

ก็เลยรวมพลลงไปข้างล่าง … พอลงไปข้างล่างเท่านั้นแหละ

อ่าววววววววววววววว Ko Saw คนขับรถเรา คือ คนเดียวกับที่ยิ้มให้กันเมื่อเช้านี่เอง

ฮืออออออออออออ ปล่อยให้เค้ารอตั้งนาน เข้าใจผิดนึกว่าเค้ามารับคนอื่น … นี่มีวินัยมารับ มารอตั้งแต่ 8 โมงเช้า

*** แต่ที่ประทับใจสุดคือ บอกให้ทำป้ายชื่อมารับตามนี้นะ … ไม่ยอมบอกเพื่อนด้วยนะว่าชื่ออะไร

พอเพื่อนเห็นป้ายเท่านั้นแหละ หัวเราะครืนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน

Tata Young & Friends … ด้วยความที่ข้าพเจ้านี่ชอบทาทามากกกกกกกก

 555+

 

สำหรับ Ko Saw  หรือที่พวกเราหลงไปเรียกเค้าว่า โก้ๆๆๆ อยู่ตั้งนาน จริงๆ Ko เหมือนคำว่า นาย Mister อะไรแบบนี้

จริงๆ เค้าชื่อ ซอ  (Saw)  555+

แต่ติดแล้วไง  …. ก็เรียกโก้ต่อไป สำหรับการติดต่อ โก้(ซอ) นั้น ติดต่อได้ตามด้านล่างนี้เลยครับ

นี่ประทับใจมาก ถึงขนาดกลับมาช่วยทำ การ์ดแนะนำให้ใหม่เลย … ของเก่าสีเขียวสะท้อนแสง ตัดม่วง ไม่ไหวๆๆๆ

ช่วยเค้าออกแบบให้ใหม่ละกัน 555+ ให้ดูเรียบๆ คลีนๆขึ้น … ทำเสร็จก็ส่งไลน์กลับไปให้เค้า

เค้าขอบคุณๆมาใหญ่เลย ^____^”

ขึ้นรถปุ๊บ … หักเลี้ยวมาได้ไม่เกิน 5 นาที

ฝนตก แว๊กกกกกกกกกกกกกกกกกกก  หันไปคุยกับเพื่อน

ใครมีแต้มบุญขอด่วน … อย่านะไม่เอานะ อย่าฝนเลย เดี๋ยวเที่ยวไม่สนุก ><”

 

ถามโก้ ซอ ว่า …

“โก้ … ทางที่เราจะไปพะโคเนี่ย มันกี่กิโลเมตรอ่ะ”

โก้ตอบกลับมาว่า “2 ชั่วโมง”

ไอ้เราก็งง O_o” อะไรหว่า ถามว่ากี่กิโล ตอบกลับมาเป็นเวลา เลยถามคำถามเดิมซ้ำอีกครั้ง

โก้ บอกว่า ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ากี่กิโลเมตร เพราะว่าคนเมียนมาเค้าไม่นับระยะการเดินทางเป็นกิโลเมตร เค้านับเป็นชั่วโมง

เพราะว่า ระยะทางมันไม่ไกลหรอก … แต่ถนนหนทางที่เมียนมามันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เลยขับได้ไม่เร็วมาก การเดินทางเลยกะเวลาเป็นชั่วโมงแทน

ตอนนั้นก็ตอบโก้ ซอ กลับไปว่า อะไร ถนนดีอยู่นะ … ก็ราบเรียบกว้างขวางดี”

โก้ ซอ หันมาตอบพร้อมหัวเราะร่วน เดี๋ยวออกเขตย่างกุ้งก็รู้”  หึหึหึหึ

รู้เลยว่าตรงไหนออกเขตย่างกุ้ง … จากถนนเรียบๆ กลายเป็นหลุมๆ ขับรถต้องหลบไปหลบมา
บางช่วงผ่านตลาด คนอยากจะข้ามถนนก็ข้าม (กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด ชน ชน ชนนนน เสียงเพื่อนสาวร้อง กลัวคนไปนอนใต้รถ)
อยากจอดก็จอด … รถเมล์อยากหยุดรับคนก็หยุดซะงั้น 555+ 

บางช่วงของถนนเป็น ถนนสัมปทาน ใครอยากใช้ถนนที่ดีขึ้นหน่อย ก็ต้องจ่ายเงินค่าถนนนะ … ไม่กี่บาทหรอก อันนี้โก้ซอจ่ายให้

อิเพื่อนสามคนที่นั่งหลังนี่ไม่รู้ไปหิวนอนมาจากไหน นอนม่วนนอนลำ … หลับหัวฟัดหัวเหวี่ยง ไม่มีใครยอมนั่งคุยกับโก้เป็นเพื่อนเราเลย 555+

ผ่านไปประมาณชั่วโมงเศษๆ ก็เข้าเมืองพะโค … 

อุ๊ย นั้นป้ายโฆษณาของ SCG นี่นา … อุ๊ย แดดมาแล้วววววว

จุดหมายแรกที่วางไว้เป็นพระธาตุมุเตา … ขับรถมาจนจอดหน้าวัดแล้ว
ลงจากรถได้ 2 ก้าว โก้ซอ บอกว่า ขึ้นรถ … ไปที่อื่นกัน … ที่นี่แดดร้อน อย่าเพิ่งเดินตอนนี้เลย” 

ปรับแผนใหม่ ไปเดินในจุดที่มันร่มกว่านี้ดีกว่า ^^” โถ มีความน่ารัก มีความเอาใจทริปผู้ชราเช่นเรา

แผนเที่ยวเลยมาเริ่มต้นที่ พระราชวังกัมโพชธานี ของพระเจ้าบุเรงนองก่อนเลย
เข้าไปปุ๊บ จะมีจุดจำหน่ายบัตรเข้าชม ซึ่งเป็น “ตั๋วร่วม 4 สถานที่สำคัญของเมืองพะโค” … เก็บบัตรไว้ให้ตรวจดีๆนะครับ

ราคาค่าเข้าชมท่านละ 10,000 จ๊าด  ประมาณคนละ 250 บาทครับ … โอเคนะ  สำหรับ 4 สถานที่หลักวันนี้
ช่วยกันทำนุบำรุงสถานที่กัน ^^”

หูยทองงงงงงงงงงง ใหญ่โตดีนักแล

———– ช่วงนี้มีสาระ —————

พระราชวังกัมโพชธานี (Kamboza Thadi Palcae หรือ Kanbawzathadi Palace)
พระราชวังแห่งเมืองหงสาวดี หรือ พะโค ของพระเจ้าบุเรงนอง เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของพระมหาธาตุเจดีย์ชเวมอดอ หรือ พระธาตุมุเตา สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2109 ซึ่งเป็นปีที่ 15 ของการครองราชย์ของพระองค์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระองค์เรืองอำนาจสูงสุด

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2533 รัฐบาลพม่าได้ขุดค้นพบซากของพระราชวังที่เหลือเพียงแค่ตอไม้ ที่โผล่พ้นดินออกมาเท่านั้น และได้มีการเร่งสร้างพระราชวังจำลององค์ใหม่ขึ้นมา “ทับ”บนพื้นที่เดิม ทั้งที่พื้นดินบริเวณโดยรอบได้ขุดพบโบราณวัตถุต่าง ๆ มากมาย ซึ่งเชื่อว่ายังมีอยู่อีกจำนวนมากที่ยังไม่ถูกขุดค้นทางโบราณคดีขึ้นมา แต่ได้ถูกทางการสร้างพระราชวังจำลองทับลงไปแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายมาก

ข้างพระราชวังนั้น ได้มีการเก็บรวบรวมท่อนเสาพระราชวังของเดิมไว้ให้ชมกัน … ทำให้เห็นว่า เสาแต่ละต้นใหญ่โตมากทีเดียว

เข้าไปชมพระราชวังจำลองกันฮะ
มีการนำท่อนซุงมาเทียบกับเสาปูนที่สร้างขึ้นใหม่ด้วย
ส่วนตัวคิดว่าวังจำลองมันแข็งมาก … คือ สร้างแบบไร้พลังแห่งศิลปะ … เป็นการสร้างขึ้นทับซากเดิมที่ดูสร้างไม่สมพระเกียรติเท่าไหร่ เน้นทาสีทองๆไว้ก่อน ไม่รู้สิ ดูแปลกๆ เหมือนวัดสมัยใหม่มากกว่าวังที่ควรจะพิเศษกว่านี้

หนึ่งในไฮไลต์คือ สีหบัลลังค์ หรือ สีหนบังลังค์จำลอง ที่ใครๆมาก็ต้องมาถ่ายภาพที่นี่กัน

ตั่งทองของข้าาาาาาาาาา

ฟ้าเริ่มตั้งเค้ามา ก็เลยรีบถ่ายรูปแล้วไปยังจุดต่อไป

เหยียบหญ้าตามชาวพม่าลงไปถ่ายรูปหน้าป้าย … เผละ เละเลยจ้า ด้านล่างมีแต่น้ำและโคลน 555+

ขับรถมาอีกจุดนึงในเขตวัง … ไม่ทันไรฝนก็เทโครมมมมมมมมมมมมลงมา
ในรูปนี่เหมือนฝนไม่ตกนะ ของจริงนี่ตกแบบฟ้ารั่วเลย
ที่นี่เราแวะมาดู  บัลลังก์ภุมรินทร์ หรือ บัลลังก์ผึ้ง (Bee Throne)

ซึ่งมองไม่ค่อยเห็น เพราะ สร้างตู้กระจกครอบไว้ … เงา – แสง สะท้อนหมดเลยฮะ มองไม่เห็นเลย ><”

หลังด้านหลัง  บัลลังก์ภุมรินทร์ ว่ากันว่าเป็นที่ที่บรรทมของพระเจ้าบุเรงนอง และท่านสวรรคตที่จุดนี้

ซึ่งทางการพม่าไม่เปิดไฟเลย มืดได้อีก ขรึมได้อีก 555+

มองออกไปปลายสุดอีกทางนั่นคือ พระธาตุมุเตา แต่ตอนนี้ฝนยังตกหนัก
เลยคุยกับโก้ซอว่า งั้นเราไปกินข้าวเที่ยงกันก่อนเหอะ … ฆ่าเวลาตอนฝนตก

บอกโจทย์โก้ซอไปว่า ขอร้านพื้นบ้าน เอาที่คนท้องถิ่นกิน … ไม่เอาร้านหรู”

อยากรู้ว่าคนที่นั่นเค้ากินยังไง อยู่ยังไง ใช้ชีวิตแบบไหน
ดังนั้น พักความเป็นคุณหนูไว้ที่เมืองไทย แล้วลุยเลย (กำยาแก้ท้องเสียไว้ในมือแล้ว) อิอิอิ

โก้ พาเรามาร้านนี้ … อย่าถามว่าชื่อร้านอะไร 55+ อ่านไม่ออก

แต่โก้บอกว่าร้านนี้เป็นร้านเด็ด ร้านดังประจำเมืองพะโค Number one in Bago 

ไหน ขอพิสูจน์หน่อย 

อ๋อ เป็นร้านข้าวราดแกงนี่เอง … ชาวไทยทั้ง 4 คน ตื่นตาตื่นใจ มุงตู้กันสนุกสนาน

ถามกันใหญ่ อันนี้ ปลา ไก่ หมู เนื้อ หรืออะไร 55+

สุดท้ายก็บอกกันว่า จิ้่มเลย ลองกินมันมั่วๆนี่แหละ   ไปลุ้นรสชาติเอาที่โต๊ะเลย

จิ้มเสร็จก็หันซ้ายขวาสำรวจร้านหน่อย
ก็เหมือนข้าวราดแกงแบบต่างจังหวัดบ้านเรานี่แหละครับ

และแล้วอาหารก็มา เต็มโต๊ะเลย ผักสด น้ำพริกเติมได้ฟรีตลอดนะครับ … งานนี้ชวนโก้ซอมาร่วมโต๊ะกินด้วยกัน

ถามเรื่องรสชาติ อร่อยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย” Yummy mak mak … แม้อาหารติดมันเยอะไปนิด น้ำมันนี่เยิ้มเลย
แต่รวมๆแล้วรสชาติเหมือนอาหารไทย … ระหว่างกินก็คุยกันไปตลอดนี่เหมือนอะไรของไทยกันนะ … เหมือนจริงๆ

 

สรุปอร่อย ผ่านฮะมื้อนี้ … มื้อนี้ 12,7000 จ๊าด ประมาณ 315 บาท หาร 5 คน ก็เหลือแค่ คนละ 63 บาท

ป๊าดดด เที่ยวเมืองนอก จ่ายค่าอาหารกลางวัน 63 บาท เท่ากาแฟแก้วนึงใน กทม. เลย

เฮ้ยดี

อิ่มท้องแล้ว ก็ได้เวลาไปทำบุญกัน

มุ่งหน้าไปพระธาตุมุเตา … ฟ้าเริ่มเปิด ฝนซาแล้ว …


** ลืมเอารูปรถที่โก้เอามาบริการเรา … หน้าตาประมาณนี้ฮะ สีเงินๆนี่แหละ

จอดรถข้าง ๆ วัดเลย เดินไม่ไกล แต่จะถูกห้อมล้อมไปด้วยลูกเด็กเล็กแดง มารุมขายดอกไม้ ><”

ฮือออ กลัวเลย เยอะไปนิดนะ

ตามสองข้างทางก่อนขึ้นพระธาตุจะมีภาพวาดประวัติการสร้าง การบูรณะ พระธาตุมุเตา … อุ๊ย มีภาษาไทยด้วย ^^”

เพียงก้าวแรกที่เดินหลุดออกมาจากหลังคาทางขึ้น

โอ้โห … ใหญ่โตมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก สมว่าสูงที่สุดในเมียนมาแล้ว
แดดออกพอดี … แสงแดดกระทบทองอร่ามตามาก

 

——— ช่วงนี้มีสาระ ————-

เจดีย์ชเวมอดอ ( เจดีย์พระธาตุมุเตา ) เจดีย์ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่สำคัญของเมืองพะโค (หงสาวดี) เป็นมหาเจดีย์ที่มีอายุกว่า 2,000 ปี มีความโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบมอญ เป็น 1 ใน 5 มหาพุทธศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่ของเมียนมา

พระธาตุมุเตาเป็นพระธาตุที่สูงที่สุดของพม่าซึ่งมีความสูงถึง 114 เมตร ซึ่งเป็นต้นเหตุของชืื่อพระธาตุมุเตา
เพราะพระธาตุมุเตาสูงจนต้องแหงนหน้าจนเมื่อยคอ ถึงจะมองเห็นยอดพระธาตุ จึงเป็นเหตุให้แสงแดดที่แรงกล้าเผาจมูกจนแสบร้อน
ซึ่งคำว่า จมูกร้อน ในภาษามอญเรียกว่า มุเตา นั่นเองครับ

 

ด้วยความที่เป็นเจดีย์ที่ศักดิ์สิทธิ์จึงมีผู้คนแวะเวียนไปสักการบูชาอย่างไม่ขาดสาย ทั้งชาวเมียนมา และชาวต่างชาติ

เดินรอบพระธาตุ 1 รอบ

ระหว่างทางก็มีจุดให้เราทำบุญกัน โดยเราพับแบงค์ให้เป็นก้อนๆแล้วโยนให้ลงบาตรพระที่กำลังหมุนๆอย่างเร็ว

โก้ซอก็ดีนะ แวะมาแนะนำให้รู้เลยว่า อันไหนเรื่องอะไร รวย สุขภาพ หรือว่า อันไหนที่เจ๋งสุด แบบ The best ในภาพรวมๆ

555+ งานนี้เลยเพ่งสติโยนลง … แถมลงด้วย สาธุๆๆๆๆ ขอให้สิ่งที่ขอเกิดขึ้นจริงๆด้วยเทอญ

อุ๊ย เจอซุ้มอะไรไม่รู้ มีรูปพี่ เน โท (Nay Toe) ดาราชายที่ดังที่สุดของเมียนมาด้วย

ไอ้เราก็กรีี๊ดๆๆๆๆ วิ่งไปถ่ายรูปกับป้ายไวนิล

โก้หันมาถามว่า รู้จักเน โท ด้วยเหรอ” … รู้จักสิ รู้จักจากหนังเรื่อง ถึงคนไม่คิดถึง … From Bangkok to Mandalay ไงหละ”

แค่นั้นแหละ … คุยกันสนุกเลย เพราะว่าหนังเรื่องนี้ดังมากๆๆที่เมียนมา คือรายได้นี่ถล่มทลาย เพราะได้นักแสดงตัวท๊อป 3 คน ที่สุดของประเทศมาแสดง

อย่าง เน โท (Nay Toe) >>> เหมือนสันติสุข หรือ ณเดชน์
วุด มน ชเว ยี (Wutt Hmone Shwe Yi) >>> สวยเซ็กซี่ ขาวจั๊วะ
 และ ไซ ไซ คำ แลง (Sai Sai Kham Leng) >>> กรี๊ดดดดด แร๊ปเปอร์หนุ่ม ไม่หล่อมาก แต่เสน่ห์ล้นหลาม 

โก้ซอเลยบอกว่า นี่ๆ ผมก็รู้จัก Pee Mak นะ รู้จัก Mario ด้วย   555+

คุยกันเพลินเลยทีนี้

คุยไปคุยมา ไม่รู้ยังไงวกเข้าไปเรื่องอายุ … โก้ถามว่าพวกเราอายุเท่าไหร่

พอบอกไปว่า ใกล้จะ 40 แล้ว”

O_O” ช๊อค โก้ซอ ช๊อค 555+ บอกอายุไปฮีถึงขั้นตกใจ … โก้บอก ทำไมทุกคนดูหน้าเด็กจัง เหมือนแบบว่ายังไม่แก่เลย ผมยังดูแก่กว่าอีก

(จำไม่ผิดโก้ซออายุ 32 มั้ง)

หลังจากนั้นฮีก็เรียกพวกเราว่า พี่ๆๆๆๆ ตลอดเลย ^^”

ส่วนยอดของพระธาตุที่หักโค่นลงมาในคราวแผ่นดินไหว
คนเมียนมาบอกว่า เหมือนยอดพระธาตุลงมาให้เราได้สักการะ กราบใกล้ๆ … ว่าแล้วก็ไปจรดศีรษะกราบไปที่ยอดพระธาตุ
ท่ามกลางเสียงคนไทยที่ระงมทั่วบริเวณ

พวกว่าอยู่พระปฐมเจดีย์นครปฐมก็เชื่อนะ … คนไทยเต็มทุกวัด 55+

มุ่งหน้าต่อไป   จุดหมายคือวัดพระนอนที่อยู่ไม่ไกลกัน
เข้าเขตวัดปุ๊บ เสียงชวนเชิญซื้อของฝากก็ระงมขึ้น
พูดไทยกันได้แทบทุกร้าน … เห็นแบบนี้บางร้านรับบัตรเครดิตนะจ๊ะ เริศ

** รู้สึกว่าผ้าถุง ของฝากที่นี่ถูกสุดในบรรดาจุดเที่ยวสำคัญในพะโคเลยนะครับ
ที่อื่นแพงกว่านี้อ่ะ

 

พระนอนชเวตาลยอง … องค์ใหญ่มากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

—– ช่วงนี้มีสาระ —–

พระพุทธไสยาสน์ชเวตาลยอง หรือ พระนอนชเวตาลยอง เป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาดใหญ่ทางทิศตะวันตกของเมืองพะโค (หงสาวดี)
องค์พระมีความยาว 55 เมตร สูง 16 เมตร เป็นพุทธศิลป์แบบมอญ เชื่อว่าได้รับการสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1537 ช่วงสมัยมอญเรืองอำนาจ ในรัชสมัยของกษัตริย์เมกะติปะ และหายไปในปี พ.ศ. 2300 เมื่อหงสาวดีถูกตีแตกโดยพระเจ้าอลองพญา

ในช่วงการปกครองอาณานิคมของอังกฤษในปี พ.ศ. 2423 ระหว่างการสร้างทางรถไฟ พระพุทธรูปได้ถูกค้นพบภายใต้การปกคลุมของป่ารกชัฏ การบูรณะเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2424 ต่อมาทางการพม่าได้สร้างโรงเรือนคลุมไว้ และมีการสร้างหมอนโมเสกของพระพุทธรูปในปี พ.ศ. 2473

จุดเด่นของพระนอนองค์นี้คือ บริเวณพระบาทไม่วางเสมอกัน อันมีความหมายว่า ในขณะนั้นพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่ ซึ่งเป็นอากัปกิริยาก่อนที่พระองค์จะเสด็จสู่ปรินิพพานในวันถัดมา

ปัจจุบัน พระพุทธไสยาสน์ชเวตาลยองเป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญของเมืองหงสาวดี เป็นเสมือนสัญลักษณ์ประจำเมืองอย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับพระธาตุมุเตา (เจดีย์ชเวมอดอ)

ด้านหลังองค์พระนอนมีประวัติการก่อสร้างพระด้วยครับ เดินชม(เดาเนื้อเรื่องจากภาพได้ฮะ)

เดินสำรวจ วนรอบองค์พระนอน …. ต้องมาดูไฮไลต์พระบาทที่วางไม่เสมอกัน 

มุ่งหน้าต่อไป … แม้ฝนจะโปรยปรายก็ตาม ^^”

พระเจดีย์ไจปุ่น หรือ พระสี่ทิศ (Kyaik Pon Pagoda)

 

พอถึงหน้าวัดปุ๊บ โครมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม 

ฝนตกหนักแบบว่า มองหน้ากันเลิกลัก เอาไงดี ลงดีไหม … ลงยังไง 

กะเส้นทางการวิ่งก่อน ถกโสร่ง ถกลองจี เตรียมวิ่ง 555+

นับถอยหลัง 3   2  1….. แล้วปรู๊ดเข้าวัด 

แม้ระยะเพียง 10 เมตร แต่สภาพทุกคน เปียกเหมือนเดินตากฝนมา 3 ชั่วโมง

T___T”

ฝนตกหนักมากกกกกกกกกกกกก ถึงมากที่สุด … ทำอะไรไม่ได้ เลยได้กราบพระอยู่ในร่ม ห้องกระจกนี่แหละ

—– ช่วงนี้มีสาระ —–
พระเจดีย์ไจปุ่น หรือ พระสี่ทิศ (Kyaik Pon Pagoda)
วัดแห่งนี้มีสิ่งสำคัญท คือ พระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยสี่ทิศ ที่เป็นตัวแทนอดีตพระพุทธเจ้าสี่พระองค์ คือทิศเหนือพระสมณะโคดม ทิศใต้พระโกนาคม ทิศตะวันออกพระกกุสันโธ และทิศตะวันตกพระมหากัสสปะ สร้างอุทิศโดยสี่สาวพี่น้องชาวมอญ มากว่า 500 ปีแล้ว

นั่งได้ประมาณนึง รู้สึกว่าไม่ไหวละ ต้องเที่ยวแล้วแหละ

เจ้าหน้าที่วัดใจดี ให้ยืมร่มเลยเลยออกมาเดินตากฝนเลย … ช่างฝน เปียกก็เปียก  … จะเที่ยว จะถ่ายรูป

มาเที่ยวแล้ว ต้องเอาให้สุด

เดินไปเหยียบเบรคไป น้ำท่วมลาน ลื่นมากกกก  เกือบหัวคะมำหลายที 555+

เมื่อครบทั้ง 4 แห่งที่อยากไปในเมืองพะโคเรียบร้อย
ก็ได้เวลามุ่งหน้ากลับเข้าเมืองย่างกุ้ง … เชื่อแล้วว่าหนทาง ถนน ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เผื่อเวลากลับไว้ 2 ชั่วโมงคงพอดี สี่โมงนิดๆ หรือ 5 โมงเย็น

ระหว่างทางขากลับเห็นร้านอาหาร + รีสอร์ท ชื่อ Shwe Pyi Resort Restaurant … หน้าตาดี เลยบอกให้โก้ซอช่วยแวะหน่อย

ลงรถปุ๊บ ฝนโปรยปรายอีกแล้ว … พนักงานร้านก็กุลีกุจอกางร่มมารับพาเข้าร้าน ^^”

 

 


ที่ Shwe Pyi Resort Restaurant มีทั้งส่วนของร้านอาหาร และส่วนของรีสอร์ท (ซึ่งที่พักแพงมาก) 

ที่พักนี่รายรอบเรียงกันตามทะเลสาบใหญ่ 

หรือใครอยากแวะมาทาานอาหารก็ได้ฮะ … แต่นี่พวกเรายังไม่หิว เลยขอแค่กาแฟนี่แหละ … ชวนโก้ซอกิน ก็ไม่กิน บอกชอบกินชามากกว่า

แต่จริงๆจะบอกว่าดีแล้วที่ไม่กิน ><‘ กาแฟรสชาติแย่มาก ฮือออออออ เอา 50 บาทชั้นคืนมา


… ถามพนักงานว่า เดินลงไปดูด้านล่างได้ไหม เค้าบอกได้ๆ เชิญเลย

ลงมาดูก็มีกิจกรรมให้ทำ ทั้งปั่นเรือหงส์ เช่ารถกอล์ฟขับเล่น ปั่นจักรยาน ให้เช่าพื้นที่ถ่ายพรีเวดดิ้ง ฯลฯ

แต่แอบดูราคา โหยยย แพงงงงงงง

 

ติดกันมีเครื่องบินจอดอยู่ลำนึง … ตื่นตาตื่นใจ … แต่พอเดินเข้าไปใกล้ๆ ทำท่าจะขึ้นเครื่อง

ยามเป่านกหวีดไล่ ปีี๊ดๆๆๆๆๆ  ลงมาเดี๋ยวนี้ อย่าขึ้นไปบนเครื่องบิน !!!       555+

//วิ่งหนียามกลับขึ้นร้านอาหาร 

ฮ่าๆๆๆๆๆๆ  อายจังคนมองทั้งร้านอาหารเลย

ขากลับผ่านสุสานทหารสงครามโลกด้วย แต่ๆๆ ฝนตก อดเข้าชมเลย

มองผ่านๆ เหมือนสุสานทหารที่เมืองกาญบ้านเราเลยฮะ

… ไปได้พักนึง โก้ซอบอก … พี่ๆ เดี๋ยวผมพาไปที่นี่ … น่าจะยังทัน ว่าแล้วก็รีบบึ่งรถ หักหัวรถเข้าวัด …

วัดอะไรนี่ยังไม่รู้ชื่อจนถึงทุกวันนี้

ตอนไปถึงทางเจ้าหน้าที่วัดกำลังจะปิดอาคารพอดี โก้พาเราซอกแซกไปในตึก แล้วขอพาเข้าชมเป็นกรณีพิเศษ …

ว่าแต่ชมอะไร ???

เข้ามาด้านใน มีเจ้าหน้าที่ + โก้ซอ ช่วยอธิบายเราว่า …
ในโถแก้วนี้ (ว่ากันว่า)เป็นพระอัฐิของ สมเด็จพระสุพรรณกัลยา พระพี่นางเธอใน สมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระเอกาทศรถ

มีการนำไหดินเผาของเดิมที่บรรจุพระอัฐิที่แตกมาให้ชมด้วย

จริงๆคงมีการจารึกอะไรสักอย่างว่านี่คือกระดูกใคร … ก็เลยเชื่อกันว่าน่าจะเป็นของสมเด็จพระสุพรรณกัลยา

ป.ล. ส่วนจะใช่ของจริงไหม อย่างไรก็คงต้องสืบค้นหาทางประวัติศาสตร์ต่อไป …

 

ในวัดนี้มีศาลพระพระแม่สุพรรณกัลยาณีด้วยฮะ … คาดว่าคนไทยน่าจะมาสร้างไว้ เพราะว่าอุดมไปด้วยป้าย และรูปจากเมืองไทย

กว่าจะกลับเข้ามาถึงย่างกุ้ง ก็เกือบ 5 โมงเย็นแล้ว 

วันนี้ให้โก้มาส่งที่ห้างเดิม Junction City ห้างใหญ่ ใหม่สุดของย่างกุ้ง กะว่าจะมาซื้อของฝาก รวมถึงหาข้าวเย็นทานที่นี่ด้วยเลย 
เมื่อวานเดินผ่านๆ ไม่ได้สำรวจห้างจริงจังเลย

แต่ทันใดนั้น ก็มีข้อความแชท inbox ใน Facebook ขึ้นมาว่า

แกๆ … ตอนนี้เราอยู่ที่ย่างกุ้งอ่ะ “   อ่าวววววววววววว นายฟ้าใส คนดังแห่งห้องบลูแพลเน็ต เว็บพันทิป ดอท คอมทักมา

ตอนอยู่ไทยนี่เจอกันไม่กี่ที … แต่พออยู่เมียนมา … ดันมาอยู่ที่เดียวกัน 555+

แต่ต่างคนต่างมาเที่ยว มาทำธุระกันคนละที่ … ก็เลยว่า เออๆ ถ้าโชคดีก็มากินข้าวกันนะ (ถ้าว่างนะ 555+) 

เดินเข้าห้างมา ห้างแทบระเบิดอีกครั้ง วันนี้อีเว้นท์จัดหนัก … ทั้งเปิดตัวชอป ESPRIT แห่งแรกของเมียนมา … ดารา เซเลบเพียบบบบ

รวมไปถึง เจอ Sai Sai แร็ปเปอร์ชื่อดังของเมียนมาด้วย

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด เลยเข้าไปขอถ่ายรูปด้วย

กรีี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด   ดีใจได้ถ่ายรูปคู่กับไซ ไซ แล้วววววว ^_____^”

หิวหงะ … ยังไม่ขอชอปปิ้งอะไร วิ่งไปทานข้าวก่อน เมื่อวานเล็งๆร้านนี้ไว้

ร้าน VESTIGE เป็นร้านอาหารพม่าแบบฟิวชัน … ที่สำคัญหลังร้านเป็นโอเพ่นแอร์ มองเห็นวิวโบสถ์ รวมถึง ชเวดากององค์สีทองอร่ามมาแต่ไกล
วิวตรงระเบียงสวยดี เพื่อนๆอยากนั่ง

แต่ข้าพเจ้าของบายไม่นั่ง เหม็นบุหรี่ ยุงกัด … ร้อน เหนอะหนะด้วย … เลยขอตัวมานั่งด้านใน

แต่ก็บอกเพื่อนๆนะว่า ถ้าพวกแกอยากนั่งด้านนอกก็นั่งได้นะ … แต่ชั้นจะนั่งข้างใน แยกโต๊ะกันได้นะ”

หันมาอีกที ไม่ยักกะมีใครแยกโต๊ะ … ทำหน้ามุ่ยๆ แล้วเดินตามมานั่งในห้องแอร์ 

ฮ่าๆๆๆๆ

//ก็เพราะเพลิงพระนางครองแผ่นดินนนนนนน

อาหารมีทั้งอาหารพม่า และอาหารตะวันตก

ราคาก็ตั้งแต่ 2,000 จ๊าด ขึ้นไป

เฉลี่ยๆอยู่ที่จานละ 5,000 จ๊าด หรือราว 120 บาท  ก็ราคาปกติเหมือนกินในห้าง

ก็เลยสุ่มๆเลือกอาหารพม่ามา 3-4 เมนูมากินด้วยกัน ^^”
อาหารออกช้าไปนิดนึง แต่พอมาแล้ว โหย อร่อยยยยย  อร่อยจนอยากจะสั่งเบิ้ล 55+

อย่าถามนะว่าเมนูที่กินนี่ชื่ออะไร ยังไง … จะอะไรไม่ได้เลย ฮ่าๆๆๆ

สำหรับค่าอาหาร-เครื่องดื่มในครั้งนี้ อยู่ที่ 21,630 จ๊าด
ก็ราวๆ 530 บาท … ก็โอเคนะ หาร 4 คน ก็คนละร้อยนิดๆ … บริการดี อาหารอร่อย ร้านแอร์เย็นสบาย อิอิอิ

สุดท้ายก่อนกลับโรงแรม ก็มีภารกิจคือ ไปซื้อของฝากในซุปเปอร์มาเก็ต กับ ซื้อ ชาฟองฟอดสีเหลืองอำพัน
ที่บรรจุในกระป๋องกลับไปดริ้งค์ที่ห้องพัก

 

Market Place by City mart นี่เหมือน กูเมร์มาร์เก็ตบ้านเราเลย … สินค้านำเข้าหรูหรา ดูดี การจัดเรียงสินค้างดงาม

แถมด้วยโซนสินค้าโอทอปเมียนมา … ก็เลยสอยกลับมาฝากเพื่อนๆ กับบิดามารดาสักหน่อย

ขณะที่กำลังสาละวนซื้อของฝาก นับจำนวนกล่องถั่วอัดแสนอร่อยอยู่ …

ก็ได้ยินเสียงทักมาจากด้านหลัง โอ๊ตๆ”

หันกลับไป … กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด”

โอ๊ต อีกคน หรือ โอ๊ต นายฟ้าใส แห่ง Blue Planet พันทิป ดอท คอม มาโผล่อยู่ด้านหลัง

ตอนอยู่เมืองไทยนี่ไม่ได้เจอกันเลย หาตัวยากมากกกกกกกกกกก … จู่ๆดันมาเจอที่ย่างกุ้ง เออ ดี 

คว้าคอมากอดทีนึง ถามว่า มาทำอะไรที่นี่

ฮีตอบว่า มาดูหมอ … มาหาหมอดูอีที” บอกว่าโชคดีมากได้คิว เลยบินมาแบบด่วนๆ เพื่อมาดูหมอโดยเฉพาะ 
พร้อมพ่นสรรพคุณ หมอดูอีที แม่นมากกกกกกกก  … ถึงมากที่สุด แม่นจนช๊อค

คุยกันอย่างเมามัน ชอปปิ้งไป เม้าท์กันไป … ดีใจได้เจอเพื่อน

ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกกันหน่อย แล้วก็แยกย้ายกันกลับโรงแรม

** ป.ล. ตอนจ่ายเงิน ลองใช้บัตรเครดิต VISA จ่าย เพราะแต่ก่อนเมียนมาไม่ค่อยรับบัตรเครดิต มักรับเงินสด ตอนนี้เปิดประเทศแล้ว เลยอยากลอง(ดี)

ตอนแรกก็เหมือนจะดี แต่ดูพนักงานแคชเชียร์จะ งง งง กับการใช้บัตรเครดิต
เสียบบัตรไปมา จดรหัสอะไรไม่รู้วุ่นวาย ทำหน้าเครียดตลอดเวลา … คือขั้นตอนจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตอย่างเดียวนี่ 7 นาทีเลย นานมาก

นานจนต่อแถวชำระเงินยาวเหยียด >__<” อายหงะ แต่ไม่ใช่ความผิดเราเนอะ ก็อยากลองใช้บัตรอ่ะ จะได้มาเล่าให้ฟัง 

กลับมาถึงโรงแรม แพลนครั้งแรกว่าจะกลับมานั่งดื่มน้ำชาฟองฟอดที่ดาดฟ้า แต่ว่าฝนตก เลยได้แค่ถ่ายเจดีย์ชเวดากองที่อยู่ไม่ไกลจากที่พัก

เรืองรองอร่ามตามากกกกกกกกกกกกก

ช่วงส่งท้าย

ไม่น่าเชื่อว่าการมาเยือนย่างกุ้งครั้งแรกจะสนุกขนาดนี้ … ค่าใช้จ่ายไม่สูง ผู้คนก็น่ารัก จิตใจดี 
แถมสถานที่ท่องเที่ยวก็ดูสวย ทอง ทอง ทองงงงงง ไปทุกที่ … รู้สึกหลงรักเมียนมาเข้าแล้วสิ

พรุ่งนี้วันสุดท้ายแล้วสินะ รีบนอน แล้วออกเที่ยวแต่เช้าดีกว่า ยังมีที่เที่ยวในเมืองย่างกุ้ง หลายวัด มิวเซียมด้วยที่อยากดู

กู๊ดไนท์ ฝันดีครับทุกคน

ย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา
17 มิถุนายน 2560

Comments

You may also like